เรียงร้อยเรื่องราว

เรียงร้อยเรื่องราว เมืองสมุทรสงคราม
ประวัติความเป็นมาโดยสังเขปของจังหวัดสมุทรสงคราม

จังหวัดสมุทรสงครามตั้งอยู่ทางภาคกลางของประเทศไทยค่อนลงมาทางใต้ตามแนวชายฝั่งทะเลอ่าวไทยด้านตะวันตก ลักษณะพื้นที่เป็นที่ราบลุ่ม แม่น้ำและที่ราบชายฝั่งทะเลบริเวณปากน้ำแม่กลอง เมืองนี้ตั้งอยู่ปากแม่น้ำ “แม่กลอง” จึงได้นามเมืองว่า “เมืองแม่กลอง” เช่นเดียวกับเมืองท่าจีน (สมุทรสาคร) ซึ่งตั้งอยู่ปากแม่น้ำ “ท่าจีน” จึงได้ชื่อว่า “เมืองท่าจีน”

“เมืองแม่กลอง” เป็นชื่อเดิมของจังหวัดสมุทรสงคราม ตั้งขึ้นตั้งแต่เมื่อใดไม่ปรากฏหลักฐานยืนยันแน่ชัด ทราบแต่เพียงว่า เมืองแม่กลองเป็นเมืองเก่ามาตั้งแต่ครั้งสมัยกรุงศรีอยุธยา ดังปรากฏชื่อเมืองในพระไอยการนาทหารหัวเมือง กฎหมายตราสามดวง ซึ่งตราขึ้นในรัชสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ (พ.ศ. ๑๙๙๑ – ๒๐๓๑) แห่งกรุงศรีอยุธยา เจ้าเมืองมีราชทินนามว่า “พระสมุทรสงคราม” เมืองแห่งนี้จึงมีประวัติศาสตร์ความเป็นมาจนถึงปัจจุบันกว่า ๕๐๐ ปี

อย่างไรก็ดี ไม่ปรากฏหลักฐานทางโบราณคดีที่เป็นกำแพงเมือง คูเมืองของเมืองแม่กลองสันนิษฐานว่ากำแพงเมืองไม่ได้เป็นกำแพงที่ก่ออิฐถือปูน และมีการย้ายที่ตั้งเมืองหลายครั้ง ในสมัยรัตนโกสินทร์ตัวเมืองน่าจะตั้งอยู่ในบริเวณป้อมพิฆาตข้าศึก ซึ่งสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๓ เพราะตัวป้อมที่สร้างขึ้นนั้น จะสร้างในบริเวณเดียวกับที่ตั้งเมือง ทั้งนี้ ไม่พบหลักฐานการสร้างหลักเมือง ต่อมาเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๗ จังหวัดสมุทรสงครามจึงได้สร้างหลักเมืองขึ้นใหม่ ส่วนการสมโภชเมืองในอดีตยังไม่พบหลักฐานเช่นเดียวกัน จังหวัดสมุทรสงครามมีประวัติความเป็นมาโดยสังเขปดังนี้

ชื่อ “เมืองแม่กลอง” นี้ ปรากฏอยู่ในแผนที่ต่างๆ เช่น แผนที่แสดงเมืองต่างๆ ตั้งแต่อ่าวไทยขึ้นไปถึงพระนครศรีอยุธยาและบรรดาหัวเมืองฝ่ายเหนือ ซึ่งชาวฮอลันดาจัดทำขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ. ๒๑๗๙ และในแผนที่แสดงเส้นทางทางน้ำตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาจนถึงอ่าวไทยของมองซิเออร์ เดอ ลาลูแบร์ ซึ่งเดินทางมากรุงศรีอยุธยาเมื่อ พ.ศ. ๒๒๓๐ ปรากฏชื่อ “แม่กลอง” (Canal of Meclon) เป็นชื่อคลองที่ไหลเชื่อมต่อกับแม่น้ำท่าจีนทางด้านทิศตะวันตก

ในจดหมายเหตุของเมอซิเออร์ เซเบเรต์ ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะทูตของพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ ประเทศฝรั่งเศส เดินทางเข้ามาเจริญทางพระราชไมตรีกับกรุงศรีอยุธยาเมื่อ พ.ศ. ๒๒๓๐ – ๒๒๓๑ ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ได้ใช้เส้นทางคลองด่านไปท่าจีนผ่านแม่กลองเข้าเมืองเพชรบุรี เพื่อเดินทางบกไปลงเรือกำปั่นที่เมืองตะนาวศรีเพื่อกลับปารีส โดยผ่านบ้านเมืองต่างๆ เช่น บ้านชะอำ เมืองปราณบุรี เมืองกุยบุรี เป็นต้น เมื่อผ่านเมืองแม่กลองได้บรรยายไว้ว่า

“เมืองแม่กลองนี้เป็นเมืองใหญ่กว่าท่าจีน
และตั้งอยู่ริมแม่น้ำ ซึ่งเรียกกันว่าแม่น้ำแม่กลอง

และอยู่ห่างกับทะเลหนทางประมาณ ๑ ไมล์

น้ำรับประทานในเมืองนี้เป็นน้ำที่ดี เมืองแม่กลองนี้

หามีกำแพงไม่แต่มีป้อมเล็กๆ สี่เหลี่ยมอยู่ ๑ ป้อม

บนป้อมนั้นมีหอรบอยู่ ๔ แห่งแต่เป็นหอรบเล็กมากก่อด้วยอิฐ

คูก็หามีไม่ แต่น้ำท่วมอยู่รอบป้อมกำแพงเมือง

หรือ รั้วใน ระหว่างหอรบนั้นทำด้วยเสาใหญ่ๆ ปักลงในดิน

และมีเคร่าขวางกันเป็นระยะๆ…”

เมืองแม่กลองเปลี่ยนชื่อเป็น “เมืองสมุทรสงคราม” ในสมัยใดไม่ปรากฏหลักฐานชัดเจนแต่ในพระราชพงศาวดารกรุงสยาม ฉบับบิติชมิวเซียม กรุงลอนดอน และพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) กล่าวถึงเหตุการณ์ในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าเสือโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาจักรีเกณฑ์แรงงานจากหัวเมืองต่างๆ ๘ หัวเมือง ได้แก่ เมืองนนทบุรี เมืองธนบุรี เมืองนครชัยศรี เมืองสาครบุรี เมืองสมุทรสงคราม เมืองเพชรบุรี เมืองราชบุรี และเมืองสมุทรปราการ มาขุดคลองโคกขาม ส่วนในพระราชกำหนดเก่า ฉบับที่ ๒๑ ในกฎหมายตราสามดวง ตราขึ้นเมื่อจุลศักราช ๑๐๘๔ (พ.ศ. ๒๒๖๕) รัชสมัยพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ ยังคงเรียกเมืองสมุทรสงครามว่า “เมืองแม่กลอง” แต่ในพระราชกำหนดเก่า ฉบับที่ ๓๓ เรื่อง ค่าตั้งตราผู้รักษาเมืองผู้รั้งกรมการฯ ตราขึ้นเมื่อจุลศักราช ๑๑๒๑ (พ.ศ. ๒๓o๒) รัชสมัยสมเด็จพระเจ้าเอกทัศ (สมเด็จพระที่นั่งสุริยาศน์อมรินทร์) เรียกเมืองแม่กลองว่า “เมืองสมุทรสงคราม” ระบุว่า เป็นเมืองจัตวา

จะเห็นได้ว่า ในสมัยอยุธยาตอนปลายได้นำราชทินนามของเจ้าเมืองแม่กลองคือและได้เป็นชื่อเมืองอย่างเป็นทางการสืบมาจนถึงปัจจุบัน อย่างไรก็ดี ชื่อ “เมืองแม่กลอง” ก็ยังคงปรากฏในเอกสารประวัติศาสตร์ และชื่อทั้งสองยังคงใช้สืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

เมื่อ พ.ศ. ๒๓๑๑ ในสมัยกรุงธนบุรี พม่ายกทัพเรือประมาณสองพันคนเศษ เข้ามาล้อมค่ายบางกุ้ง เมืองสมุทรสงคราม สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงยกทัพเรือประมาณ ๒๐ ลำเศษ เข้ามาช่วยรบจนทัพพม่าแตกพ่ายแพ้ไปในที่สุด

ต่อมาในสมัยรัตนโกสินทร์มีหลักฐานการเรียกชื่อเมืองชัดเจนว่า เมืองสมุทรสงคราม ดังปรากฏว่า ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โปรดเกล้าฯ ให้แบ่งเมืองสมุทรสงครามซึ่งขึ้นกรมมหาดไทยมาแต่เดิม เปลี่ยนมาขึ้นกรมท่า ทำให้กรมท่ามีเมืองในบังคับ ๙ เมือง คือ เมืองนนทบุรี เมืองสาครบุรี เมืองสมุทรปราการ เมืองชลบุรี เมืองบางละมุง เมืองระยอง เมืองจันทบุรี เมืองตราดและเมืองสมุทรสงคราม

ใน พ.ศ. ๒๓๗๕ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ โปรดเกล้าฯ ให้ สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าฯ กรมขุนอิศเรศรังสรรค์เป็นแม่กองอำนวยการสร้าง “ป้อมพิฆาตข้าศึก” ที่เมืองสมุทรสงคราม เพื่อป้องกันศึกญวน สืบเนื่องจากไทยเกิดกรณีพิพาทกับญวนเรื่องเจ้าอนุวงศ์ เมืองเวียงจันทน์ ทรงเกรงว่าญวนจะยกกำลังทางเรือเข้ามารุกรานไทยจึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างป้อมขึ้นตามปากน้ำสำคัญ รวมทั้งปากแม่น้ำแม่กลองด้วย เจ้ากรมป้อมพิฆาตข้าศึกว่า “หลวงลมัยแม่นมือฝรั่ง” ปลัดกรมชื่อ “ขุนถมังแม่นปืน” ต่อมาเมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๙ ในรัชกาลที่ ๕ ป้อมนี้ได้ถูกรื้อและจัดตั้งกองโรงเรียนพลทหารเรือที่ ๑ สำหรับฝึกทหารใหม่ขึ้นแทน

ครั้น พ.ศ. ๒๔๓๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนแปลงระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน โดยในส่วนภูมิภาคได้จัดตั้งมณฑลเทศาภิบาลขึ้น และใน พ.ศ. ๒๔๓๗ ได้จัดตั้งมณฑลราชบุรีขึ้น โดยมีเมืองสมุทรสงครามเป็นเมืองหนึ่งในมณฑลราชบุรี มีการจัดแบ่งแยกท้องที่การปกครองในเขตเมืองสมุทรสงครามออกเป็น ๒ อำเภอคือ อำเภออัมพวา และอำเภอลมทวน ถึง พ.ศ.๒๔๔๑ ได้จัดตั้งอำเภอขึ้นอีกอำเภอหนึ่งคือ อำเภอเมือง มีที่ทำการอยู่ที่ปากคลองลัดจวน ตำบลบ้านปรก ริมแม่น้ำแม่กลองฝั่งตะวันออก ครั้นถึงพ.ศ. ๒๔๔๓ ได้ยุบอำเภอลมทวน โดยให้ท้องที่อำเภอลมทวนไปรวมกับ
อำเภออัมพวาและอำเภอเมือง จนกระทั่งพ.ศ. ๒๔๔๔ ทางราชการจึงได้จัดสร้างสถานที่ทำการของศาลากลางจังหวัดกับอำเภอเมืองขึ้นในที่ดินธรณีสงฆ์ของวัดใหญ่ริมแม่น้ำแม่กลองฝั่งตะวันออก

ในพ.ศ. ๒๔๖๕ รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงยุบกองโรงเรียนพลทหารเรือ กระทรวงทหารเรือ และยกอาคารที่ดินให้กระทรวงมหาดไทยเพื่อใช้เป็นศาลากลางจังหวัดสมุทรสงคราม ใช้เป็นที่ทำงานมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๖๘ – ๒๔๙๙ จึงได้ทำการก่อสร้างศาลากลางจังหวัดสมุทรสงครามมาจนถึงปัจจุบัน

สมุทรสงครามมีลำคลองใหญ่น้อยมากมาย แยกจากแม่น้ำแม่กลอง ๓๓๘ คลอง ลำประโดง ๑,๙๔๗ ลำประโดง กระจายอยู่ทั่วพื้นที่ จากสภาพภูมิประเทศเช่นนี้ ทำให้เกิดความสะดวกในด้านการคมนาคมทางน้ำไปยังพื้นที่ต่างๆ ทั้งภายในต่างจังหวัด

สิ่งศักดิ์สิทธิ์ สถานที่ เทศกาลและประเพณีสำคัญ

  • หลวงพ่อวัดบ้านแหลม วัดเพชรสมุทรวรวิหารหลวงพ่อบ้านแหลมเป็นพระพุทธรูปสำคัญของชาวเมืองสมุทรสงคราม เป็นพระพุทธรูปยืน ปางอุ้มบาตร เป็นพระพุทธรูปโลหะศิลปะ แบบสุโขทัย สร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยา เป็นศูนย์รวมศรัทธาและที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของชาวสมุทรสงคราม และยังเป็นที่เคารพสักการะอย่างกว้างขวางของชาวไทยทุกสารทิศ ดังปรากฏหลักฐานในหนังสือ สมุดราชบุรี เนื้อหากล่าวถึงพุทธลักษณะ ประวัติความเป็นมาของหลวงพ่อวัดบ้านแหลม เทศกาลสำหรับการกระทำการสักการะประจำปี และการเดินทางไปสักการบูชา ซึ่งประเพณีนมัสการและสรงน้ำหลวงพ่อบ้านแหลม ของเจ้านายและบุคคลสำคัญมาแต่อดีต กล่าวกันว่าพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชศรัทธาในหลวงพ่อบ้านแหลมเป็นอย่างมาก และเสด็จมานมัสการพร้อมทั้งได้ถวายผ้าดิ้นทองแก่หลวงพ่อบ้านแหลมด้วย
  • วัดอัมพวันเจติยาราม ซึ่งเป็นพระอารามหลวงที่สำคัญในจังหวัดสมทุรสงคราม เป็นวัดที่ต้นวงศ์ราชินิกุลทางฝ่าย สมเด็จพระอมรินทรามาตย์ พระมเหสีในรัชกาลที่ ๑ ทรงสร้างและได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

baansuansamutsongkhram_32

  • วัดภุมรินทร์กฎีทอง ซึ่งมีประวัติเกี่ยวเนื่องกับพระชนกของสมเด็จพระอมรินทรามาตย์ พระมเหสีในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ตั้งอยู่ริมแม่น้ำแม่กลอง มีวัตถุและสิ่งก่อสร้างที่สำคัญ

  • วัดบางกุ้ง
  • ในอดีตเป็นค่ายทหารเรือไทยที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ สมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ยกกองทัพเรือมาตั้งค่าย ที่ค่ายบางกุ้ง เรียกว่า “ค่ายบางกุ้ง” โดยสร้างกำแพงล้อมวัดบางกุ้งให้อยู่กลางค่าย เพื่อเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ และเป็นที่เคารพบูชา ของทหาร ภายหลังเสียกรุงครั้งที่ ๒ ค่ายบางกุ้งก็ร้างไปจนกระทั่ง พระเจ้าตากสินมหาราชทรงสถาปนากรุงธนบุรี เป็นราชธานีจึงทรงโปรดเกล้าฯ ให้ชาวจีนจาก ระยอง ชลบุรี ราชบุรี และกาญจนบุรีรวบ รวมผู้คนมาตั้งกองทหารรักษาค่ายจึงมีชื่อเรียก อีกหนึ่งว่า “ค่ายจีนบางกุ้ง” ในปี พ.ศ. ๒๓๑๑ พระเจ้ากรุงอังวะทรงยกทัพผ่านกาญจนบุรีมาล้อมค่ายจีนบางกุ้ง พระเจ้าตากสินมหาราช ทรงโปรดเกล้าฯ ให้พระมหามนตรี (บุญมา) เป็นแม่ทัพยกไปช่วยเหลือทหารจีนขับไล่กองทัพ พม่าทำให้ข้าศึกแตกพ่าย หลังจากนั้นค่ายบางกุ้งแห่งนี้ก็ถูกปล่อยให้รกร้างเกือบ ๒๐๐ ปี จนมาถึง พ.ศ.๒๕๑๐ กระทรวงศึกษาธิการ จึงได้ตั้งเป็นค่ายลูกเสือขึ้น (ปัจจุบันได้ยกเลิกไปแล้ว) และได้สร้างศาลพระเจ้าตากสินไว้เป็นอนุสรณ์ พระอุโบสถหลังเดิมที่สร้างตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี จะถูกปกคลุมด้วยรากไม้ใหญ่ทั้งโพธิ์ ไทร ไกร และกร่างเรียกว่าโบสถ์ปรกโพธิ์ ภายในมีพระพุทธรูปประดิษฐานและมี ภาพจิตรกรรมฝาผนัง สมัยปลายกรุงศรีอยุธยาเป็นเรื่องราว เกี่ยวกับพุทธประวัติ

  • อุทยานพระบรมราชานุสรณ์ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย สร้างขึ้น ณ ตำบลที่พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงพระราชสมภพ ใกล้วัดอัมพวันเจติยาราม ซึ่งสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีเสด็จพระราชดำเนินมาทำพิธีเปิดป้ายอุทยาน เมื่อวันที่ ๑๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๒๕ตลาดน้ำท่าคา เป็นตลาดน้ำเก่าแก่ ตั้งอยู่ใน พื้นที่หมู่ ๒ ตำบลท่าคา อำเภออัมพวา เดิมเป็นเพียงตลาดนัดของชาวบ้านที่มีการรวมตัวกันมาแลกเปลี่ยนสินค้าซื้อขายของจากสวนและบริเวณใกล้เคียง ในวันข้างขึ้นและข้างแรม ๒ ค่ำ ๗ ค่ำและ ๑๒ ค่ำ ปัจจุบันได้เพิ่มวันนัดในวันเสาร์-อาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ด้วย ตั้งแต่เวลา ๐๖.๐๐ -๑๓.๐๐ น เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวตลาดน้ำดอนมะโนรา อยู่บริเวณหมู่ที่ ๕ ตำบลดอนมะโนรา อำเภอบางคนที อยู่ไม่ห่างไปจากตลาดนัดท่าคา เท่าใดนัก มีเฉพาะในวันข้างขึ้นและข้างแรม ๒ ค่ำ ๗ ค่ำและ ๑๒ ค่ำ ช่วงเช้าตรู่ ระหว่างตี ๕ ถึง ๐๘.๐๐ น. สืบทอดมาตั้งแต่โบราณ พ่อค้าแม่ค้าจะเริ่มพายเรือล่องไปตามลำคลอง ค้าขายหรือแลกเปลี่ยนสินค้า ระหว่างที่พายเรือก็จะแวะขายสินค้าตามทาง แล้วจะพายเรือกลับบ้าน ซึ่งพ่อค้าแม่ค้าส่วนใหญ่ก็จะเป็นคนในพื้นที่ และตำบลใกล้เคียง สินค้าที่มีขายกันก็จะเป็นพืชผักสวนครัว และของสดจากสวน

http://thailandtopvote.com/ตลาดน้ำอัมพวา

  • ตลาดน้ำอัมพวา เป็นตลาดริมแม่น้ำแม่กลอง ตัดแยกเข้าคลองอัมพวา ตั้งอยู่บริเวณตลาดเก่า ใกล้ที่ว่าการอำเภออัมพวา ในคลองจะมีพ่อค้าแม่ค้า ขายอาหารและเครื่องดื่มในเรือ รวมทั้งมีรถเข็นขายของและร้านค้าบนบก สามารถเดินเที่ยวชมตลาดหาซื้ออาหารรับประทาน ของฝาก ชมบ้านเรือนย่านตลาดห้องแถวเลียบสองฝั่งคลองด้วย บรรยากาศสบาย ๆ และเช่าเรือไปเที่ยวชมดูหิ่งห้อยในยามค่ำคืนได้ มีประจำทุกวันเสาร์ และ วันอาทิตย์ และเริ่มคึกคักในช่วงเวลายามเย็น
  • ตลาดน้ำบางน้อย มีประจำทุกวันเสาร์ และ วันอาทิตย์ ตั้งแต่เวลาประมาณ ๐๙.๐๐ – ๑๕.๐๐ น. ตั้งอยู่ที่่ปากคลองบางน้อย หน้าวัดเกาะแก้ว ตำบลกระดังงา อำเภอบางคนที อยู่ห่างจากอุทยาน ร.๒ อำเภออัมพวา ประมาณ ๕ กิโลเมตร ชุมชน ปากคลองบางน้อย เคยเป็นย่านการค้าทางน้ำ ที่สำคัญแห่งหนึ่งในลุ่มน้ำแม่กลอง สินค้าที่จำหน่าย จะเป็นผลผลิต ทางการเกษตร จากชาวสวน สามารถเดินเลียบคลองชมบรรยากาศ บ้านไม้เก่าแก่ วิถีไทยริมคลองบางน้อย
  • ตลาดน้ำบางนกแขวก ตลาดริมน้ำแม่กลองอายุกว่า ๑๐๐ ปีเคยเป็นแหล่งการค้าในที่คึกคักในอดีต ริมฝั่งตลอดสองข้างทางมีเรือนแถวไม้เก่าแก่ปลูกติดต่อกัน นับเป็นตลาดริมน้ำที่ยาวที่สุดของจังหวัดสมุทรสงคราม ทางเข้าตลาดเดิมเคยเป็นทางเดินไปโรงยาฝิ่นจะเป็นตรอกเล็กๆ ความกว้างแค่ไม้กระดาน ๒ แผ่นเรียงกันตามยาวให้เดิน ร่องรอยของอดีตสามารถหาชมได้จากหลายๆสถานที่รอบบริเวณตลาดน้ำ ไม่ว่าจะเป็นร้านขายยาจีน ปั๊มน้ำมันเก่าแก่ริมแม่น้ำ ร้านค้าริมน้ำเก่าแก่มากมาย
  • span style=”color: #e38e42;”>ตลาดแม่กลอง เดิมตลาดอยู่ริมแม่น้ำแม่กลอง เป็นแหล่งรวมอาหารทะเล ของสด ของแห้ง ที่รสชาติอร่อยและราคาไม่แพง เป็นถนนยาวและมีตลาดสดอยู่ด้านใน มีร้านค้าร้านอาหารเก่าแก่เป็นจำนวนมาก ส่วนบริเวณสถานีรถไฟแม่กลอง มีผู้มาขายของสองฝั่ง รวมถึงบนทางรถไฟ ที่นักท่องเที่ยวเรียกกันว่า “ตลาดร่มหุบ” เพราะในเวลาที่มีรถไฟวิ่งผ่าน ผ่ากลางตลาดจุดนี้ พ่อค้าแม่ค้าจะต้องหุบร่ม เก็บกันสาด ยกสินค้า หรือเก็บสัมภาระหลบไปก่อน พอรถไฟผ่านไปแล้ว จึงหันกลับมากางร่ม และกันสาดออกมาใหม่ จัดสินค้า ข้าวของ ตั้งอยู่ที่เดิม ภายในระยะเวลาที่รวดเร็ว
  • ดอนหอยหลอด เป็นสันดอนชายทะเล ตั้งอยู่ปากแม่น้ำแม่กลอง ที่เกิดจากการตกตะกอนของดินปนทราย อยู่บริเวณปากอ่าวไทย นอกจากนั้นบริเวณดอนหอยหลอด เป็นที่ตั้งของศาลกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ และมีร้านอาหาร ร้านขายสินค้าพื้นเมืองจำหน่ายอยู่หลายร้าน สามารถล่องเรือเที่ยวชมหาดโคลน และวิถีชีวิตชาวประมงชายฝั่ง ตามเวลาที่เหมาะสมตามสภาพของเวลาน้ำขึ้น – น้ำลง
  • อาสนวิหารแม่พระบังเกิด บางนกแขวก อาสนวิหารแม่พระบังเกิด ตั้งอยู่หมู่ที่ ๗ ตำบลบางนกแขวก จังหวัดสมุทรสงคราม ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงต่อการบังเกิดของพระแม่มารีย์ ถือเป็นสถานที่สักการะอันศักดิ์สิทธิ์ของคริสต์ศาสนิกชนนิกายโรมันคาทอลิกที่อาศัยอยู่โดยรอบ สร้างขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๓๓ โดยบาทหลวงเปาโล ซัลมอน มิชชันนารีชาวฝรั่งเศส ใช้เวลาก่อสร้างถึง ๖ ปี เป็นสถาปัตยกรรมกอทิกที่สร้างด้วยอิฐเผา ผนังฉาบด้วยปูนตำกับน้ำเชื่อมจากอ้อยสีดำ ภายในประดับด้วยกระจกสีที่สวยงามจากประเทศฝรั่งเศสที่เป็นเรื่องเล่าเกี่ยวกับ เกร็ดประวัติในพระคัมภีร์คริสต์ศาสนา
  • บ้านสวนสมุทรสงคราม เรือนหมู่ทรงไทยริมคลองท่าคา ตำบลท่าคา อำเภออัมพวา เป็นไลฟ์มิวเซียม หรือพิพิธภัณฑ์แหล่งเรียนรู้ที่มีชีวิต ตั้งอยู่ในเส้นทางเสด็จประพาสต้นของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อคราวเสด็จมาย่านท่าคา อัมพวา สมุทรสงคราม นำเสนอคุณค่าแห่งความเป็นไทยบ้านสวนให้คงสภาพแบบดั้งเดิม ย้อนไปในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ด้วยการนำเรือนไทยเก่าแก่อายุกว่าสองร้อยปีของเมืองสมุทรสงครามและใกล้เคียง ในรูปแบบต่างๆ หลังจากได้มาซ่อมแซมบำรุงปรุงขึ้นเป็นหมู่เรือนไทยคหบดีที่ ฝีมือช่างไทยแต่โบราณผ่านการบูรณะอย่างประณีต เสาเรือนโคนบานออกปลายแคบรับกับตัวเรือนที่สอบแคบเข้าหากันอย่างงดงาม มีเรือนไทยหลังย่อมรายรอบ ดั่งหมู่บ้านเรือนครั้งเก่าของชาวสยาม ท่ามกลางสวนมะพร้าว พืชผลและไม้ดอกนานาชนิด และนิทรรศการที่มีคุณค่าของเมืองสมุทรสงครามด้วย

    เทศกาลและประเพณีต่างๆ ของจังหวัดสมุทรสงคราม

    • งานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย จัดขึ้นในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ ณ อุทยานพระบรมราชานุสรณ์ รัชกาลที่ ๒ อำเภออัมพวา มีการแสดงโขนกลางแจ้ง การสาธิตทำอาหารไทยโบราณ นิทรรศการเกี่ยวกับการจัดสวน การละเล่นพื้นบ้าน การจำหน่ายสินค้าหัตถกรรมของท้องถิ่น
    • เทศกาลกินปลาทูและของดีเมืองแม่กลอง งานสาธิตการปรุงอาหารและจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากทะเลทั้งสดและแห้งของสมุทรสงคราม จัดขึ้นในช่วงเดือนธันวาคม บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัด
    • งานเทศกาลวันลิ้นจี่ งานรวมลิ้นจี่และผลไม้อื่นๆ จากสวนสมุทรสงคราม เช่นกล้วย ส้มโอ โดยคัดที่มีคุณภาพรสชาติดีมาให้ชิมและจำหน่าย จัดขึ้นในช่วงต้นเดือนเมษายน – พฤษภาคม
    • งานแข่งขันการกวนกระยาสารท ประเพณีการกวนกระยาสารท นิยมทำกันในวันสารทไทย ตรงกับแรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐ ชาวบ้านที่นี่จะร่วมใจกันออกมาช่วยกันกวนกระยาสารท เพื่อนำไปทำบุญที่วัด รวมไปถึงการแสดงออกถึงความเคารพต่อญาติผู้ใหญ่ โดยการนำเอากระยาสารทไปฝากญาติผู้ใหญ่ รวมทั้งเพื่อนบ้าน เพื่อแสดงออกถึงความรัก ความเคารพและเอื้ออาทรต่อกัน จัดที่บริเวณตลาดน้ำท่าคา

    ความเห็นล่าสุด

      Categories

      • ไม่มีหมวดหมู่

      ติดต่อ บ้านสวนสมุทรสงคราม

      • ๐๘๑ ๘๔๐ ๕๘๓๒
      • ที่ตั้ง (เรือนหมู่ทรงไทยริมคลองท่าคา ริมคลองเลียบทางเดินไม้ไปตลาดน้ำท่าคา) เลขที่ ๒ หมู่ ๒ ถ.ปฏิคมคุณวัต ตำบลท่าคา อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม ๗๕๑๑๐

      ติดต่อสอบถาม

      Nameerror error