เหตุการณ์สำคัญ เมืองสมุทรสงคราม

 

 

1. “เมืองแห่งราชินีกุล (๑)” สมเด็จพระอมรินทราบรมราชินี มีพระนามเดิมว่า “นาค” เป็นสมเด็จพระราชินีองค์แรกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ด้วยเป็นสมเด็จพระอัครมเหสีในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ ๑) และทรงเป็นสมเด็จพระบรมราชชนนีในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ ๒) พระราชสมภพเมื่อวันอาทิตย์ที่ ๙ มีนาคม พ.ศ. ๒๒๘๐ ในรัชกาลของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ณ บ้านบางช้าง ย่านอัมพวา เมืองสมุทรสงคราม พระชนกชื่อ “ทอง” พระชนนีชื่อ “สั้น” (สมเด็จพระรูปศิริโสภาคย์มหานาคนารี) เป็นคหบดีเศรษฐีชาวสวน ตัวท่านนั้นงดงามเป็นกุลสตรีไทยเชื้อสายมอญ กระทั่งมีข่าวว่า มีข้าหลวงจากกรุงศรีอยุธยาราชธานี เที่ยวไปตามหัวเมือง สืบหาธิดาผู้มีเทือกแถวที่ดีและมีลักษณะงดงามเพื่อจะจดชื่อส่งเข้าไปถวายพระเจ้าแผ่นดินให้ทรงเลือกต่อไป บิดามารดาของท่านเกรงว่าจะถูกส่งเข้าไปเป็นนางใน ประจวบกับได้พบกับหลวงยกกระบัตร (ทองด้วง) รับราชการอยู่ที่เมืองราชบุรี (ต่อมา คือ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช) ได้ให้ท่านบิดาคือพระอักษรสุนทร (ทองดี) (สมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก) มาสู่ขอนางสาวนาคจากพระยาแม่กลอง ผู้เป็นญาติผู้ใหญ่ในสกุลบางช้าง และได้จัดการวิวาห์ขึ้นราวปี พ.ศ. ๒๓๐๔ ซึ่งขณะนั้นนางสาวนาค มีอายุ ๒๔ ปี ส่วนหลวงยกกระบัตรมีอายุได้ ๒๕ ปี ซึ่งต่อมาได้ปราบดาภิเษกเป็นพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชขึ้นครองราชย์ เป็นปฐมกษัตริย์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อวันที่ ๖ เมษายน พ.ศ. ๒๓๒๕

 


2. “เมืองแห่งราชินีกุล (๒)” สมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี มีพระนามเดิมว่า “บุญรอด” ประสูติเมื่อวันที่ ๒๑ กันยายน พ.ศ. ๒๓๑๐ ณ ตำบลอัมพวา เมืองสมุทรสงคราม เป็นพระธิดาในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าแก้ว กรมพระศรีสุดารักษ์ พระภคินีในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก กับบิดาคือเจ้าขรัวเงิน แซ่ตัน เชื้อสายจีนย่านถนนตาล ในกรุงศรีอยุธยา เมื่อแรกเริ่มเจ้าคุณชีโพน้องสาวของสมเด็จพระอมรินทราบรมราชินี ได้ให้การอุปถัมภ์บำรุง คุณบุญรอดจึงนับถือเจ้าคุณชีโพเสมือนเป็นพระมารดาอีกท่านหนึ่ง

ต่อมาได้รับราชการฝ่ายในเป็นพระอัครมเหสีในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ ๒) และเป็นสมเด็จพระบรมราชชนนีในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว

ในสมัยสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี พระองค์ได้เป็นหนึ่งในราชทูตที่เดินทางไปยังเมืองกวางตุ้ง พร้อมด้วยเจ้าพระยาศรีธรรมาธิราช และพระมหานุภาพ ในการทูตครั้งนั้นได้รับการรับรองอย่างดีจากพระเจ้าจักรพรรดิเฉียนหลง ทั้งยังได้เจรจาจัดซื้ออาวุธ และอุปกรณ์การก่อสร้างกลับมายังกรุงสยาม นอกจากนี้ยังทรงเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านอาหารไทย เครื่องคาวหวานเป็นอันมาก หลังจากพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย สวรรคตของ พระองค์เสด็จออกไปประทับ ณ พระราชวังเดิม พร้อมด้วยสมเด็จเจ้าฟ้าชายจุฑามณี พระราชโอรสพระองค์เล็ก พระองค์สวรรคตในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาพระบรมอัฐิเป็น กรมสมเด็จพระศรีสุริเยนทรามาตย์

 

 


3. “พระมเหสี ในรัชกาลที่ ๕ ผู้ทรงมีสายเลือดชาวสมุทรสงคราม” สมเด็จพระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระราชเทวี หรือที่ชาววังออกพระนามว่า “เสด็จพระนาง” เป็นพระมเหสีชั้นลูกหลวงตำแหน่งพระราชเทวี ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ด้วยเป็นพระราชธิดา พระเจ้าลูกเธอพระองค์ที่ ๕๒ ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ แต่ต่างพระมารดากับพระราชสวามี ด้วยพระองค์ประสูติเป็นลำดับที่ ๓ จากเจ้าคุณจอมมารดาสำลี ผู้สืบเชื้อสาย ราชินีกุล อันมีนิวาสสถานอยู่ย่าน อัมพวา เมืองสมุทรสงคราม ประสูติ เมื่อ วันที่ ๑๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๐๔ ทรงดำรงพระอิสริยยศเป็น “พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าสุขุมาลมารศรี” เมื่อครั้ง รัชกาลที่ ๕ เสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติ พระองค์เจ้าสุขุมาลมารศรี ในฐานะพระขนิษฐภคินี ทรงเปลี่ยนพระฐานะจาก พระเจ้าลูกเธอ เป็น “พระเจ้าน้องนางเธอ พระองค์เจ้าสุขุมาลมารศรี” เมื่อมีพระชนมายุได้ประมาณ ๑๗ พรรษา ทรงเป็นเจ้านายชั้น “ลูกหลวง” ที่ได้ถวายตัวเป็นพระมเหสี ในรัชกาลที่ ๕ และหลังจากพระองค์มีพระประสูติกาล สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต พระองค์ทรงได้รับการเลื่อนพระยศเป็น “สมเด็จพระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระราชเทวี” ทรงรับพระราชทานเครื่องอิสริยยศราชูปโภคลงยาราชาวดี นับว่าเป็น “พระมเหสีพระองค์แรก” ที่มีการเฉลิมพระนามและพระอิสริยยศอย่างเป็นทางการในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และทรงดำรงฐานันดรศักดิ์นี้จนสิ้นรัชกาล เมื่อคราวที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสต้นเมืองสมุทรสงคราม พ.ศ. ๒๔๔๗ สมเด็จพระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระราชเทวี ได้ตามเสด็จด้วย พร้อมพระราชธิดา สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสุทธาทิพยรัตน์ กรมหลวงศรีรัตนโกสินทร ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ พระองค์ได้รับการสถาปนาไว้ในที่ “สมเด็จพระปิตุจฉาเจ้าสุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี” สิ้นพระชนม์เมื่อ ๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๗๐ ณ ตำหนักสมเด็จ วังบางขุนพรหม พระชนมายุ ๖๖ พรรษา

 


4. “สมเด็จเจ้าฟ้า อาหลาน กับความสำราญของเมืองสมุทรสงคราม ยามค่ำคืน” เล่ากันมา แต่ครั้งปู่ย่าตายาย ว่า สมเด็จเจ้าฟ้า อาหลาน สองพระองค์ คือ สมเด็จเจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช ที่ชาวเมืองออกพระนามว่า “สมเด็จวังบูรพา” ส่วน สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิต นิยมออกพระนามท่านว่า “สมเด็จวังบางขุนพรหม” ตามแหล่งที่ตั้งวังของพระองค์ เมื่อใดที่ท่านทั้งสองเสด็จพำนักยังตำหนักของท่านที่เมืองสมุทรสงครามในเวลาที่พ้องกัน สมเด็จวังบางขุนพรหม ผู้เป็นหลาน มักจะนำวงปี่พาทย์ในย่านอัมพวา และใกล้เคียงที่ต่างมีฝีมือทางด้านดนตรีไทยสูง มาเล่นประชันกันที่ ตำหนักภาโณทยาน เป็นส่วนใหญ่ ในเวลาค่ำคืนเดือนหงาย น้ำขึ้นเต็มฝั่ง ท่านจะโปรดให้วงปี่พาทย์ผลัดกันบรรเลง ประทับฟังและติชม แก้ไขให้ดีขึ้น … ว่ากันว่าเสียงดนตรีที่บรรเลง ในยามค่ำคืนที่จัดบรรเลงหรือประชันจากนักดนตรีผู้มีฝีมือที่หาฟังได้ยากยิ่ง เสียงดนตรีไทยไพเราะเสนาะเสียง ส่งสำเนียงก้องคุ้งน้ำขจรไปผ่านสายลม สายน้ำ จากเรือกสวนจรดอ่าวไทย บ้านเรือนริมคลองต่างรอคอยที่จะได้สัมผัสถึงกระแสเสียงที่งดงาม ชื่นใจ ในยุคสมัยกว่า ๑๐๐ ปีที่ผ่านมา ที่ยังไม่มีไฟฟ้า เทคโนโลยี หรือมหรสพอื่นใดมาให้สำราญ ผ่อนคลายหายเหนื่อยจากการงาน เสียงดนตรีทีแว่วมาผ่านสายลม จึงเป็นความสุขสำราญ สร้างความอิ่มเอมหัวใจในยามค่ำคืน

 

5. “พระบิดาแห่งเพลงไทยเดิม กับ พระตำหนักอัมพวา” สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี ทรงดำรงตำแหน่งที่สำคัญทางการทหาร ตำแหน่งเสนาธิการทหารบก ผู้บัญชาการกรมทหารเรือ เสนาบดีกระทรวงทหารเรือ เสนาธิการทหารบก เสนาบดีกระทรวงกลาโหม เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย และผู้สำเร็จราชการรักษาพระนคร ในสมัยรัชกาลที่ ๕ , หรือที่ชาวเมืองมักออกพระนามว่า “สมเด็จวังบางขุนพรหม” โปรดเสด็จเมืองสมุทรสงครามเสมอ เพราะพระเจ้ายายของท่านคือ เจ้าจอมมารดาสำลี เป็นเชื้อสายราชินิกุล อยู่ที่ย่านอัมพวา จึงมีวงศ์ญาติอยู่ที่เมืองสมุทรสงคราม และได้ทรงปลูกพระตำหนักเรือนไทยหลังงามไว้ที่อัมพวา เรียกว่า “ตำหนักอัมพวา” (ต่อมา ได้รื้อย้ายไปปลูกที่ วังสวนผักกาด ในกรุงเทพมหานคร) นอกจากสนับสนุนการดนตรีไทยแล้ว ยังทรงพระปรีชาสามารถในงานดนตรี ทรงได้รับการขนานพระนามเป็น “พระบิดาแห่งเพลงไทยเดิม” ทรงพระนิพนธ์เพลงไทย เพลงไทยเดิมและฝรั่งไว้มากมาย เช่น เพลงมหาฤกษ์, เพลงพญาโศก, เพลงสุดเสนาะ, วอทซ์ปลื้มจิต และ วอทซ์ชุมพล เป็นต้น (ในภาพ : สมเด็จพระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี และสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต)

 


6. เสด็จพระราชดำเนิน เมืองสมุทรสงคราม ในคราวแรก : พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ ๙ แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนิน มาที่จังหวัดสมุทรสงคราม อย่างเป็นทางการในคราวแรก เมื่อ วันที่ ๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๐๑ เพื่อทรงถวายผ้าพระกฐิน ที่ วัดอัมพวันเจติยาราม อำเภออัมพวา สมุทรสงคราม ครั้งนั้นได้เสด็จโดยชลมารค ล่องแม่น้ำแม่กลองมาทางราชบุรี ผ่านอำเภอบางคณฑี สมุทรสงคราม โดยมีประชาชนมาเฝ้ารับเสด็จเป็นแนวยาวตลอดทางที่ทรงพระราชดำเนินจากท่าน้ำ บริเวณหน้าวัด จนถึงพระอุโบสถ กันอย่างเนืองแน่น ส่วนขากลับได้เสด็จพระราชดำเนินทางชลมารคเพื่อทอดพระเนตรวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของพสกนิกรเมืองสมุทรสงคราม โดยทรงไปขึ้นที่ท่าเรือบริเวณตลาดเก่าแม่กลอง อำเภอเมือง สมุทรสงคราม จากนั้นจึงประทับรถยนต์พระที่นั่ง เสด็จฯ กลับ
ครั้งนั้น เมื่อ ๕๘ ปีก่อน เมืองสมุทรสงครามยังสัญจรด้วยทางน้ำเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้น ทั้งวัดวาอาราม โรงเรียน สถานที่ราชการ และหน่วยงานสำคัญจึงอยู่ติดริมน้ำ แทบทั้งสิ้น ต่างจึงประดับประดาด้วยโต๊ะหมู่บูชา แพรป้าย และจัดบ้านเรือนริมน้ำให้สะอาดสวยงามเพื่อรอรับเสด็จฯ และชื่นชมพระบารมีตลอดเส้นทาง ในคราววันประวัติศาสตร์นั้น ซึ่งเป็นการเสด็จฯ ผ่านทั้ง ๓ อำเภอ ในคราวเดียว นับเป็นภาพทรงจำแห่งความปลาบปลื้มของชาวสมุทรสงคราม เป็นอันมาก
7. เสด็จฯ ถวายผ้าพระกฐิน ที่ วัดอัมพวันเจติยาราม สมุทรสงคราม : พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ ๙ แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนิน เพื่อทรงถวายผ้าพระกฐิน ที่ วัดอัมพวันเจติยาราม อำเภออัมพวา สมุทรสงคราม เมื่อ วันที่ ๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๐๑ พร้อมทั้งได้ถวายพัดที่ระลึกการพิธีกฐินพระราชทาน แก่พระภิกษุสงฆ์
ในคราวเสด็จพระราชดำเนินคร้ังน้ัน ท่านเจ้าคุณพระอัมพวันเจติยาภิบาล (เจริญ ขันติโก) เจ้าอาวาสวัดอัมพวันฯ ได้ทูลถวายถึงเรื่องประวัติความเป็นมาของวัดนี้ ซึ่งสมเด็จพระรูปศิริโสภาคย์มหานาคนารี ได้บริจาคที่สวนเดิมอุทิศถวายให้เป็นที่สร้างวัดไว้ก่อน ต่อมาสมเด็จพระอมรินทรามาตย์ (สมเด็จพระราชินี ใน รัชกาล ที่ ๑)ได้ทรงเป็นหัวหน้าบรรดาเจ้าคุณพระอัยกาทั้งหลาย ที่เป็นเจ้าพี่เจ้าน้องร่วมอุทร ซึ่งเป็นเจ้าราชินิกุลอันมั่งมีศรีสุข รวบรวมที่ดินและพระตำหนักเดิมของแต่ละท่านเข้าด้วยกัน สร้างวัดถวายแด่สมเด็จพระรูปฯ สร้างอุโบสถและศาลาการเปรียญและกุฎิสงฆ์ขึ้นก่อน ต่อมาในรัชกาลที่ ๒ ก็เสริมสร้างขี้นอีกเนื่องจากเป็นนิวาสสถานเดิม ที่พระองค์ได้ประสูติ มาในรัชกาลที ๓ ก็บูรณะปฎิสังขรณ์เป็นการใหญ่ สร้างพระปรางค์ พระวิหาร พระที่นั่งทรงธรรมขึ้น และในรัชกาลที่ ๔ รัชกาลที่ ๕ ก็บูรณะซ่อมแซมต่อๆ กันมาทุกรัชกาล
ซึ่ง พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงสดับด้วยความสนพระราชหฤทัยเป็นอันมาก รับสั่งว่า “เขียนสิ รู้อะไรก็เขียนไว้…” หลังจากนั้น ท่านเจ้าคุณพระอัมพวันฯ ได้เชิญนายเทพ สุนทรศารทูล ไปพบและขอให้เขียนประวัติ ความเป็นมาของวัดและเรื่องราวที่เกี่ยวข้อง นับเป็นการรวบรวมเนื้อหาที่เกิดจากการความทรงจำ เล่าต่อ มาค้นคว้า ชำระและเรียบเรียง ข้อมูลที่สำคัญของเมืองและชาติ ให้เป็นระบบ ด้วยพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นของในหลวง รัชกาล ที่ ๙ ที่ได้รับสั่งไว้
จากนั้น จึงได้มีการจัดพิมพ์ประวัติวัดอัมพวันเจติยาราม ขึ้น เพื่อแจกในงานทอดกฐินพระราชทาน ครั้งต่อมา พร้อมด้วยการจัดสร้างพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาล ที่ ๒ ซึ่งเป็นพระมหากษัตริย์ที่เป็นชาวสมุทรสงคราม และประสูติที่บริเวณวัดแห่งนี้ เป็นพระอนุสาวรีย์ที่เคารพสักการะ สืบไป

 


8. ทรงเจิมยอดเสาหลักเมืองสมุทรสงคราม และพระราชทานเส้นพระเจ้าเป็นกรณีพิเศษ : พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ ๙ แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ โปรดเกล้าฯ ให้ ผู้ว่าราชการจังหวัด (นายชาญ กาญจนาคพันธุ์) เหล่าข้าราชการและภาคเอกชนชาวสมุทรสงคราม เข้าเฝ้าเพื่อเชิญยอดเสาหลักเมืองสมุทรสงครามให้ทรงเจิม ทรงพระสุหร่าย และทรงผูกผ้าห่มศาลหลักเมือง เมื่อวันที่ ๗ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๑๘ ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน ที่สำคัญ ในการนี้ ได้พระราชทานเส้นพระเจ้าใส่ผอบทองบรรจุยอดเสาศาลหลักเมืองด้วย ผอบทองคำนี้ ชั้นนอกเป็นผอบทองยอดปริก ชั้นสองผอบซ้อนอยู่ข้างใน ชั้นในสุดผอบทองคำสำหรับบรรจุเส้นพระเจ้า ด้วยเหตุที่เมืองสมุทรสงครามเป็นเมืองต้นกำเนิดราชินีกุล เป็นเมืองประสูติพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย อันมีความเกี่ยวเนื่องกับพระบรมราชจักรีวงศ์ จึงได้รับพระมหากรุณาธิคุณนี้เป็นกรณีพิเศษ ด้วยศาลหลักเมืองนี้จะได้เป็นวัตถุสถานอันสำคัญ ให้ชาวเมืองได้เคารพบูชาเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจชาวเมืองให้มีความผูกพัน รักใคร่ปรองดองกัน มีความสมานสามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ทำมาหากินรุ่งเรือง อยู่อาศัยด้วยความร่มเย็นเป็นสุข

 


9. เสด็จฯ ยกช่อฟ้าพระอุโบสถ วัดวัดประทุมคณาวาส สมุทรสงคราม : พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ ๙ แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนิน มาทรงยกช่อฟ้าพระอุโบสถ วัดประทุมคณาวาส ตำบลแม่กลอง อำเภอเมือง สมุทรสงคราม เมื่อวันที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๒๓ โดยมีข้าราชการ และประชาชนชาวสมุทรสงครามเข้าเฝ้าชมพระบารมี เป็นอันมาก เบื้องหลังที่เห็นคือแม่น้ำแม่กลอง

 

 


10. ทรงเยี่ยมเยียนพสกนิกร ย่านอัมพวา สมุทรสงคราม : เมื่อวันที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๒๓ ภายหลังจากที่เสด็จพระราชดำเนินมาทรงประกอบพิธีเททองหล่อพระประธาน เพื่อประดิษฐาน ณ พระอุโบสถ วัดประชาโฆษิตาราม ตำบลปลายโพงพาง อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงครามเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ ๙ แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้มาเสด็จไปยังบริเวณวัดโดยรอบ เพื่อทรงเยี่ยมเยียนพสกนิกร ที่มารอเฝ้ารับเสด็จ อย่างใกล้ชิด ยังความปลาบปลื้มมายังผู้ที่ได้มีโอกาสเฝ้าทูลละอองพระบาททั้งสองพระองค์ในครั้งนั้น เป็นภาพความทรงจำที่ประทับใจชาวสมุทรสงคราม เป็นล้นพ้น

 


11. ภาพตรึงตราในหัวใจชาวสมุทรสงคราม : ๗ มิถุนายน ๒๕๒๓ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้มาเสด็จพระราชดำเนินมาทรงประกอบพิธีเททองหล่อพระประธาน เพื่อประดิษฐาน ณ พระอุโบสถ วัดประชาโฆษิตาราม ตำบลปลายโพงพาง อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม … หลังจากนั้น แม้ว่าเป็นจะเวลาค่ำแล้ว ทั้งสองพระองค์ยังได้ทรงเยี่ยมเยียนพสกนิกร ที่มารอเฝ้ารับเสด็จกันอย่างเนืองแน่น ตลอดทั้งสองข้างทางอย่างทั่วถึง บริเวณวัดโดยรอบ

 

 

12. พระราชทานธงประจำรุ่น แก่ลูกเสือชาวบ้านจังหวัดสมุทรสงคราม : เมื่อวันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๑๘ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ พร้อมด้วย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ  สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร  สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เสด็จ ฯ ณ สนามในพระราชวังไกลกังวล เพื่อพระราชทานธงประจำรุ่น แก่ลูกเสือชาวบ้านจากจังหวัดสมุทรสงคราม เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์  ทั้งนี้ ลูกเสือชาวบ้าน เป็นการอบรมให้กับกลุ่มของชาวบ้านในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อทำประโยชน์ให้แก่สังคม และประเทศชาติ ผ่านการลูกเสือ โดยที่มีการทำงานหรือการเข้าค่ายต่าง ๆ คล้ายกับลูกเสือที่มีการเรียนการสอนในโรงเรียน การฝึกได้นำเอาหลักในการฝึกวิชาลูกเสือมาเป็นแนวทางปฏิบัติ ร่วมกันดูแลหมู่บ้าน ชุมชน  ในด้านต่างๆ ที่เหมาะสม  ทั่วประเทศ   เสริมสร้างให้ประชาชนได้มีความผูกพัน  ก่อให้เกิดความรัก สามัคคี ได้เป็นอย่างดี

 


13. เสด็จฯ สมุทรสงคราม : สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เมื่อครั้งทรงดำรงพระอิสริยยศเป็น สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร ได้เสด็จพระราชดำเนิน มาที่จังหวัดสมุทรสงคราม ในวันที่ ๒๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๒๒ เพื่อทรงยกช่อฟ้าพระอุโบสถวัดประชาโฆสิตาราม อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม โดยมีพสกนิกรชาวสมุทรสงครามเฝ้ารับเสด็จ กันอย่างเนืองแน่น